วันพฤหัสบดีที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

เรื่อง เศรษฐกิจพอเพียง” กับ “เศรษฐกิจทุนนิยมเสรี

จัดทำโดย นายพชร ชัยรัตน์ประภากุล เลขประจำตัว 5001203024 C2/2

เวลานี้สังคมหลายส่วนกำลังสงสัย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีเศรษฐกิจรัฐบาลทักษิณ จะสามารถชี้แจงเรื่อง “เศรษฐกิจพอเพียง” กับ “เศรษฐกิจทุนนิยมเสรี” ในยุคทักษิณให้ชาวโลกเข้าใจได้เพียงใดเพราะเห็นว่าสองเรื่องนี้ไปด้วยกันไม่ได้
เรื่องนี้ก็เหมือนกับที่แบงก์ชาติมอง “ตลาดส่งออก” ว่าเป็นเรียลเซ็คเตอร์ เป็นของจริง จึงออกมาตรการสำรองร้อยละ 30 มาจัดการกับ “ตลาดทุน” ที่เห็นว่าเป็นของไม่จริง ซึ่งเป็นการมองภาพเศรษฐกิจด้านเดียว
ความจริงแล้ว ผมเชื่อว่าทุนนิยมกับเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องที่ไปด้วยกันได้ ถ้าหากไม่เดินข้างหนึ่งข้างใดจนสุดกู่ แต่จะขาดข้างหนึ่งข้างใดก็ไม่ได้ ที่สำคัญที่สุดต้อง “เข้าใจ” และ “เข้าถึง” และรู้จัก “พอประมาณ” ด้วย “เหตุและผล” อย่างมี “คุณธรรม” และ “จริยธรรม” ไม่ใช่โลภจนหน้ามืดโกงกินทุกอย่างที่ขวางหน้า
ในหนังสือ “จุดเปลี่ยนประเทศไทย เศรษฐกิจพอเพียงในกระแสโลกาภิวัตน์” ของ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ศิษย์เอกของ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เขียนไว้ชัดเจนว่า
การกำจัดการคอรัปชัน เป็นเงื่อนไขสำคัญในการ “ปลูกรากเศรษฐกิจพอเพียง” เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เพราะความ มั่งคั่งที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นความมั่งคั่งในเชิงคุณภาพ เป็นความมั่งคั่งที่เป็นธรรม แต่การคอรัปชันเป็นเรื่องของคนที่ไม่รู้จักพอเพียง ไม่รู้จักความพอดี ทำลายวัฒนธรรมที่ดีของสังคม สร้างความไม่ยุติธรรม ทำให้เกิดความมั่งคั่งแบบกระจุกอย่างไร้ผล (Unproductive) แทนที่จะกระจายอย่างเกิดผล (Productive)
เศรษฐกิจโลกในยุคโลกาภิวัตน์ปัจจุบัน เป็นระบบเศรษฐกิจที่ซับซ้อน เป็นกระแสที่ปฏิเสธไม่ได้ เราจะเปิดประเทศอย่างเต็มที่ก็ไม่ได้ เพราะคนของเรายังไม่พร้อม เราจะปิดประเทศก็ไม่ได้ เพราะต้องค้าขายกับชาวโลก
การพัฒนา “เศรษฐกิจแบบคู่ขนาน” (Dual Economy) จึงจำเป็น จะต้องสร้างสมดุลระหว่าง “ทุนนิยมที่อิงตลาด” เพื่อให้ภาคธุรกิจเอกชนออกไปแข่งขันกับตลาดโลกได้ กับ “ทุนนิยมที่อิงสังคม” ในระดับฐานราก เพื่อช่วยเหลือสังคมโดยรวม เหมือนกับที่จีนและญี่ปุ่นใช้อยู่
เราต้องทำให้สังคมไทยเป็น “สังคมที่เสริมพลัง” ซึ่งกันและกัน แทนที่จะเป็น “สังคมลดทอนพลัง” ซึ่งกันและกัน อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน (ตัวอย่างนี้เห็นชัดในปัจจุบัน แต่ละกลุ่มต่างสร้างพลังของตัวเองขึ้นมา เพื่อลดทอนกำลังของอีกฝ่าย เพื่อแสดงพลังของตัวเอง สุดท้ายก็จะจมอยู่ในวังวนแห่งความหายนะ)
ความสมดุลระหว่าง “ชุมชนภิวัตน์” (Locality) กับ “โลกาภิวัตน์” (Globality) จะต้องไปด้วยกัน เพื่อสร้างความแข็งแกร่งของเศรษฐกิจชุมชน โดยให้เศรษฐกิจแต่ละชุมชน แต่ละกลุ่ม เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน เมื่อเกิดความแข็งแกร่งแล้ว ก็ออกไปสู้กับโลกาภิวัตน์ในตลาดโลกได้
นี่คือ การเสริมซึ่งกันและกัน ของ เศรษฐกิจพอเพียง และ ทุนนิยม ซึ่งจะทำให้เกิดความแข็งแกร่งอย่างมั่นคงและยั่งยืน
ท่านผู้อ่านทราบไหมครับ ธุรกิจเอสเอ็มอีของไทยที่เราพูดกันในระดับ 5 ล้าน 10 ล้านบาท หรือยอดขาย 50 ล้าน 100 ล้านบาทนั้น ถ้าเทียบกับญี่ปุ่นแล้วไม่เห็นฝุ่น เพราะธุรกิจเอสเอ็มอีของญี่ปุ่นวันนี้เขามียอดขายกันที่ 5,000 ล้าน 10,000 ล้านบาทกันแล้ว ธุรกิจเอสเอ็มอีขนาดใหญ่เหล่านี้ จะถูกวางตัวเป็นฐานรากในการ เสริมกับธุรกิจขนาดใหญ่และธุรกิจข้ามชาติของญี่ปุ่น
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานแก่คนไทย และรัฐบาลชุดนี้น้อมนำมาปฏิบัตินั้น เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น คนไทยทุกคนยังต้องเรียนรู้ในปรัชญานี้อีกมาก เพื่อนำไปตีความเป็นภาคปฏิบัติให้เหมาะสม
ผมจึงไม่อยากเห็นใครด่วนสรุป ซึ่งจะทำให้เข้าใจผิดกันไปใหญ่.

ที่มา http://www.azooga.com/content_detail.php?cno=599


คำถามท้ายเรื่อง
1.เงื่อนไขสำคัญในการปลูกรากเศรษฐกิจพอเพียง คือ
2.แบงก์ชาติมอง “ตลาดส่งออก” ว่าเป็นอะไร
3.ทุนนิยมกับเศรษฐกิจพอเพียง จะไปด้วยกันได้ ต้องปฏิบัติตัวอย่างไร

วันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

สั่งตั้งทีมเฉพาะกิจหาช่องดูดเอกชนลงทุนแบบพีพีพีในไทยเข้มแข็ง1.4 แสนล้านบาท

จัดทำโดย นายอธิป ฟักทอง เลขทะเบียน 5001203018 C2/2

เรื่อง สั่งตั้งทีมเฉพาะกิจหาช่องดูดเอกชนลงทุนแบบพีพีพีในไทยเข้มแข็ง1.4 แสนล้านบาท

















กรุงเทพฯ 23 ก.ค.- นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน(พีพีพี) ว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้แต่งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการที่จะเข้ามาลงทุนในรูปแบบพีพีพี ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) โดยเฉพาะโครงการใหม่อีก 5 โครงการ คือโครงการรถไฟรางเดี่ยว เชื่อมโยงไทย-จีน, โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง กรุงเทพฯ-ชลบุรี และกรุงเทพฯ-หัวหิน, โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง, ม่วง และเขียว, โครงการก่อสร้างทางด่วนพิเศษ เส้นทางบางปะอิน-นครราชสีมา มูลค่ากว่า 37,000 ล้านบาท และโครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ ระยะที่ 2 มูลค่ากว่า 77,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ ตามแผนเดิมรัฐบาลได้กำหนดวงเงินลงทุนในลักษณะพีพีพีประมาณร้อยละ 2 ของวงเงินลงทุนตามแผนปฎิบัติการไทยเข้มแข็ง หรือคิดเป็นวงเงินประมาณ 28,000 ล้านบาท แต่คณะกรรมการเห็นว่าควรเพิ่มเติมโครงการที่สามารถดำเนินการในรูปแบบของพีพีพีได้อีก โดยทั้งหมดคณะกรรมการเฉพาะกิจจะพิจารณาให้เกิดความชัดเจนภายในอีก 2-3 สัปดาห์ ก่อนเสนอให้ ครม.พิจารณาเห็นชอบภายใน 3 เดือน โดยยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่แก้ไขกฎหมายร่วมทุน ปี 35 แต่อย่างใด เพราะจะทำให้การลงทุนล่าช้าออกไป แต่จะแก้ไขในส่วนที่จำเป็นและเป็นอุปสรรคที่แท้จริงเท่านั้น

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เพื่อให้เอกชนเข้ามามีบทบาทในการลงทุนตามโครงการแผนปฏิบัติการ ไทยเข้มแข็ง 2555 ในวงเงิน 1.43 ล้านล้านบาทมากขึ้น รัฐบาลจึงได้ขยายการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน (พีพีพี) มากขึ้น จากเดิมร้อยละ 2 หรือคิดเป็นมูลค่าลงทุนประมาณ 28,000 ล้านบาท เป็นร้อยละ 10 หรือประมาณ 1.4 แสนล้านบาท คาดว่าจะดึงให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนกับภาครัฐที่มีโครงการลงทุนในโครงการนี้ถึง 500 โครงการ

รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการที่นำมาเสนอให้คณะกรรมการพีพีพี นั้นได้แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ โครงการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น สร้างสะพาน รถไฟฟ้า, โครงการลงทุนเชิงพาณิชย์ เช่น สนามบินสุวรรณภูมิ เฟส 2 และโครงการลงทุนเชิงสังคม เช่น โรงพยาบาล โรงเรียน ซึ่งรัฐบาลอาจต้องจัดสรรงบประมาณแบบผูกพันหลายปี เพื่อจัดสรรเป็นค่าก่อสร้างและบริหารจัดการให้กับภาคเอกชนจนเสร็จโครงการ.-สำนักข่าวไทย



ที่มา http://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTEwNTY4OSZudHlwZT10ZXh0


คำถามท้ายเรื่อง
1.คุณคิดว่าประโยชน์ของการจัดตั้งทีมดังกล่าวคือ?

2.โครงการที่ต้องการดำเนินงานมีกี่โครงการ อะไรบ้าง?

3.การดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนเกิดผมดีอย่างไร?

วันอังคารที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

นักลงทุนเก็งกำไรหุ้นตลอดวันฉุดหุ้นไทยปิดบวกเพิ่มขึ้น 15.20 จุด

จัดทำบทความโดย นาย ภูมินทร์ ว่องไวศิริวัฒน์ เลขทะเบียน 5001203010

เรื่อง นักลงทุนเก็งกำไรหุ้นตลอดวันฉุดหุ้นไทยปิดบวกเพิ่มขึ้น 15.20 จุด



กรุงเทพฯ 14 ก.ค. - รายงานข่าวจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 14 ก.ค. ดัชนีแกว่งตัวขึ้นทันทีที่เปิดตลาดและยืนบวกได้ทั้งวัน โดยระหว่างวันดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่ 579.22 จุด ลดลงต่ำสุดที่ 569.29 จุด จนมาปิดตลาดที่ 577.75 จุด เพิ่มขึ้น 15.20 จุด หรือคิดเป็นร้อยละ 2.70 ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 14,135.56 ล้านบาท ส่วนตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ปิดที่ 188.92 จุด เพิ่มขึ้น 1.30 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 397.26 ล้านบาท

ด้านสัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็นนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ 980.91 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิที่54.95 ล้านบาท และนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิที่ 925.96 ล้าน บาท โดยนายชัย จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.พัฒนสิน มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวทางเทคนิค (รีบาวด์) ตามทิศทางดัชนีดาวโจนส์และตลาดเอเชียที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากนักลงทุนเข้าเก็งกำไรหุ้นที่เตรียมประกาศผลประกอบการที่คาดว่าจะออกมาดี โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารจึงผลักดันให้ราคาหุ้นกระเตื้องขึ้น บวกกับราคาน้ำมันเพิ่มเล็กน้อย จึงทำให้กลุ่มพลังงานที่เคยลดลงในช่วงก่อนหน้านี้ขยับตัวขึ้น

ส่วนแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันที่ 15 ก.ค.นี้ มองว่าดัชนีมีโอกาสขยับตัวขึ้นได้ต่อ แต่กรอบการเคลื่อนไหวคงไม่หวือหวาเหมือนกับวานก่อน ซึ่งต้องติดตามปัจจัยจากตลาดต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) นั้น คาดว่าจะมีการคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ จึงไม่น่าจะมีต่อตลาดมากนัก ประเมินแนวรับที่ 570 จุด และแนวต้าน 588-590 จุด ด้านกลยุทธ์ แนะนำรอเทขายเมื่อดัชนีปรับขึ้นบริเวณแนวต้าน.-สำนักข่าวไทย


คำถามท้ายเรื่อง
1. บรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นไทยวันที่ 14 ก.ค. ดัชนีทะยานขึ้นสูงสุดที่เท่าไหร่ และ ลดลงต่ำสุดที่เท่าไหร่

2. สัดส่วนการลงทุนแบ่งเป็นนักลงทุนรายย่อยขายสุทธิที่ เท่าไหร่

3. ดัชนีตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวทางเทคนิค (รีบาวด์) ตามทิศทางใด

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ต้นกล้าอาชีพ

จัดทำโดย นายพชร ชัยรัตน์ปรภากุล เลขประจำตัวนักศึกษา5001203024

เรื่อง ต้นกล้าอาชีพ

โครงการต้นกล้าอาชีพเป็นโครงการที่เน้นพัฒนาทักษะ และเพิ่มศักยภาพของแรงงาน จัดขึ้นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ว่างงาน รวมทั้งบัณฑิตที่จบการศึกษาใหม่ได้มีโอกาสมีงานทำมากขึ้น และเป็นการแก้ไขปัญหาการว่างงานในประเทศ หลังจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลก ผู้เข้าร่วมอบรมจะสามารถนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้รับไปปรับใช้ในการทำงาน โดยเฉพาะหากนำกลับไปใช้ในท้องถิ่นของตัวเอง จะเท่ากับเป็นการพัฒนาศักยภาพของชุมชนนั้นๆ ตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง และยังเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ รวมทั้งสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและชุมชนด้วย ทั้งนี้การอบรมในโครงการต้นกล้าอาชีพจะใช้ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน

กลุ่มเป้าหมายของโครงการ
กลุ่มเป้าหมายของโครงการต้นกล้าอาชีพ ประกอบไปด้วย 4 กลุ่มคือ 1. ผู้ว่างงานจำนวน 500,000 คน โดยจะแบ่งการฝึกอบรมออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะแรกภายในปี 2552 จำนวน 240,000 คน และระยะที่ 2 จำนวน 260,000 คน โดยจะเริ่มในปี 2553 2. ผู้ที่สำเร็จการศึกษา และยังไม่มีงานทำ เช่น บัณฑิตจบใหม่ 3. ผู้ที่ถูกเลิกจ้างจากภาคแรงงานอุตสาหกรรม และต้องการเข้าร่วมโครงการเพื่อพัฒนาฝีมือ สำหรับประกอบกิจการส่วนตัวในท้องถิ่น หรือภูมิลำเนา 4. แรงงานที่อยู่ในข่ายจะถูกเลิกจ้าง


หลักสูตรการฝึกอบรมโครงการ
สำหรับโครงการต้นกล้าอาชีพ ได้จัดให้มีการอบรม 7 กลุ่มอาชีพ จำนวน 935 หลักสูตร
ตัวอย่างหลักสูตร
1. การเกษตรและการแปรรูปจำนวน 118 หลักสูตร ได้แก่
กลุ่มการผลิต เช่น การผลิตไม้ดอกเพื่อการค้า การผลิตปุ๋ยอินทรีย์ การผลิตไก่อินทรีย์
กลุ่มแปรรูป เช่น การแปรรูปปลานิลแดดเดียว การแปรรูปทำไส้กรอกจากปลาดุก
กลุ่มเศรษฐกิจพอเพียง เช่น การเกษตรแบบยั่งยืน การเกษตรผสมผสานตามแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ และแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
การฝึกอบรมเกษตรทางเลือก ภายใต้เศรษฐกิจพอเพียง
2. ภาคการผลิต จำนวน 319 หลักสูตร ได้แก่
กลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ช่างไฟฟ้าอุตสาหกรรม ช่างเชื่อมโลหะด้วยไฟฟ้าและแก๊ส ช่างเชื่อมเหล็กดัด ประตู หน้าต่าง ช่างเดินสายไฟฟ้าภายในอาคาร ช่างเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้า
กลุ่มเสื้อผ้า สิ่งทอ เช่น การทำซิลค์สกรีน การทำผ้ามัดย้อมและมัดเพนท์ การทำผ้าด้วยกี่กระตุก การทำผ้าบาติค
กลุ่มเครื่องยนต์ เช่น การซ่อมรถจักรยานยนต์และเครื่องยนต์ ช่างเครื่องยนต์ชุมชนช่างเคาะตัวถังรถยนต์
กลุ่มศิลปะประดิษฐ์และอัญมณี เช่น การแกะสลักวัสดุอ่อนเบื้องต้น การขึ้นรูปกระถางต้นไม้ด้วยแป้นหมุน การทำของชำร่วยด้วยเซรามิค การออกแบบเครื่องโลหะและรูปภัณฑ์อัญมณี เป็นต้น

ประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมโครงการจะได้รับ
ผู้เข้าฝึกอบรมจะได้รับการพัฒนาทักษะ และความรู้ความสามารถ ตลอดจนเสริมสร้างประสบการณ์เพื่อให้นำไปใช้ประกอบอาชีพในอนาคตได้
นอกจากนี้ผู้ที่เข้ารับการอบรมจากโครางการต้นกล้าอาชีพ รัฐบาลจะจ่ายค่าเบี้ยเลี้ยง และค่าพาหนะระหว่างการฝึกอบรมดังนี้ ค่าเบี้ยเลี้ยงจำนวน 4,800 บาทต่อคนต่อเดือน (กรณีอบรมไม่ถึงเดือน จ่ายให้วันละ 160 บาท) ค่าเดินทางของผู้เข้ารับการฝึกอบรม เหมาจ่ายคนละ 1,000 บาท (ไม่คิดเป็นรายวัน) ค่าพาหนะเดินทางระหว่างอบรม จำนวน 720 บาทต่อคนต่อเดือน (กรณีอบรมไม่ถึงเดือน จ่ายให้วันละ 30 บาท) และหากผู้ที่ผ่านการอบรมแล้วประสงค์จะกลับไปประกอบอาชีพที่ภูมิลำเนา จะได้รับเงินอุดหนุน 4,800 บาทต่อคนต่อเดือนเป็นเวลาไม่เกิน 3 เดือน รวมทั้งค่าพาหนะเดินทางกลับภูมิลำเนาเหมาจ่าย 1,500 บาท ทั้งนี้ก็เพื่อเป็นการสร้างงาน และเพิ่มศักยภาพกระจายไปตามชุมชนนั่นเอง

ที่มา http://sanroo.kapook.com/tonkla-archeep/

คำถามท้ายเรื่อง
1.คุณคิดว่า โครงการนี้มีประโยชน์อย่างไร
2.รัฐบาล จัดตั้งโครงการนี้เพื่ออะไร
3.ค่าเบี้ยเลี้ยง ที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ เท่าไร