วันจันทร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2552

ธนารักษ์ยืนยันเหรียญ 1 บาท ไม่ปลอม

จัดทำโดย นายอภิป ฟักทอง 5001203018 c2/2 กรมธนารักษ์ 23 ก.ย. - นายเทวัญ วิชิตะกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ กล่าวว่า หลังจากกระทรวงการคลัง ได้ผลิตเหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 1 บาท รุ่นใหม่เพื่อนำออกมาใช้ในระบบตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกือบ 100 ล้านเหรียญ คิดเป็นร้อยละ 1 ของเหรียญ 1 บาทรุ่นเดิมที่มีใช้อยู่ในท้องตลาดประมาณ 10,000 ล้านเหรียญ ซึ่งถือยังว่ามีจำนวนน้อยมาก แต่มีประชาชนส่วนหนึ่งอาจยังไม่ทราบว่ามีเหรียญ 1 บาท รุ่นใหม่ออกใช้แล้ว จึงคิดว่าเป็นเหรียญปลอม เพราะเหรียญ 1 บาทรุ่นใหม่มีน้ำหนักเบา และแวววาวสวยงามกว่าเหรียญรุ่นเดิม ความนูนของลวดลายน้อยกว่าเหรียญรุ่นเดิม เป็นเหรียญนิกเกิลไส้เหล็ก และมีน้ำหนัก 3 กรัม โดยเหรียญรุ่นใหม่จะใช้ควบคู่กับเหรียญรุ่นเดิมในระบบเศรษฐกิจ และเหรียญรุ่นใหม่จะใช้แม่เหล็กดูดเหรียญได้เพราะมีไส้เหล็กข้างใน ขณะที่เหรียญเดิมเป็นนิกเกิลไส้ทองแดงจึงใช้แม่เหล็กทดสอบไม่ได้ “ในช่วงที่ผ่านมา กรมธนารักษ์ได้เชิญผู้ประกอบการตู้โทรศัพท์สาธารณะ และผู้ประกอบการเครื่องหยอดเหรียญมาหารือเกี่ยวกับการออกใช้เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะเหรียญ 1 บาท และ 5 บาท เพื่อให้ปรับปรุงตู้หยอดเหรียญให้สามารถรับเหรียญใหม่ได้ด้วย เช่น ตู้โทรศัพท์สาธารณะ ตู้น้ำดื่มหยอดเหรียญ เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ และตู้ขายสินค้า คาดว่าจะปรับระบบเครื่องให้สามารถรองรับการใช้เหรียญทั้งรุ่นเดิมและรุ่นใหม่ได้ โดยคาดว่าจะแก้ไขเครื่องให้แล้วเสร็จ ประมาณกลางปี 2553” นายเทวัญ กล่าว สำหรับเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชุดใหม่ที่ผลิตเหรียญออกใช้ในระบบ ได้แก่ เหรียญ 25 สตางค์ 50 สตางค์ 1 บาท 2 บาท 5 บาท และ 10 บาท ได้ปรับปรุงโลหะและลักษณะรูปแบบของเหรียญ เพื่อให้เหมาะสมกับการใช้สอย ขณะนี้มีใช้อยู่ในท้องตลาดแล้วประมาณ 500 ล้านเหรียญ หรือประมาณร้อยละ 2.8 ของปริมาณเหรียญชุดเดิมที่มีอยู่ประมาณ 18,000 ล้านเหรียญ โดยเหรียญชุดใหม่ ราคา 10 บาท มีประมาณ 1.5 ล้านเหรียญ เหรียญ 5 บาท ประมาณ 67 ล้านเหรียญ เหรียญ 2 บาท ประมาณ 154 ล้านเหรียญ เหรียญ 1 บาท ประมาณ 80 ล้านเหรียญ เหรียญ 50 สตางค์ ประมาณ 71 ล้านเหรียญ และ 25 สตางค์ ประมาณ 120 ล้านเหรียญ สำหรับเหรียญ 1 บาทรุ่นใหม่จะผลิตออกใช้ในปี 53 ประมาณ 1,500 เหรียญ.-สำนักข่าวไทย ที่มาhttp://news.mcot.net/economic/inside.php?value=bmlkPTExNjk5OCZudHlwZT10ZXh0 คำถาม 1.เหรียญรุ่นเดิมเป้นแบบไหน 2.จะผลิตเหรียญเสร็จ ภายในปีไหน 3.เหรียญกษาปณ์หมุนเวียนชุดใหม่ที่ผลิตเหรียญออกใช้ในระบบ มีเหรียญอะไรบ้าง

วันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2552

GSTEELกำไรพันล้าน

จัดทำโดย นายภูมินทร์ ว่องไวศิริวัฒน์
เรื่อง GSTEELกำไรพันล้าน


สวนกระแสรายได้หด

GSTEEL เซอร์ไพรส์ Q2 กำไร 1.1 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 113% จากปีก่อนที่กำไร 519ล้านบาท เนื่องจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้น บวกกับมีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน ขณะที่รายได้จากการขายลดลง 40% ตามภาวะเศรษฐกิจ

นายริวโซ โอกิโน กรรมการ บริษัท จี สตีล จำกัด (มหาชน) หรือ GSTEEL เปิดเผยว่า บริษัทและบริษัทย่อยมีผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 2/52 มีกำไรสุทธิ 1,107 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 113% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่ก่อน ที่มีกำไรสุทธิ 519 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 588 ล้านบาท เป็นผลมาจากราคาขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้น, กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิ, โอนกลับรายการหนี้สงสัยจะสูญ,โอนกลับรายการประมาณผลขาดทุนจากคำสั่งซื้อของวัตถุดิบที่ยังไม่ได้รับมอบ และโอนกลับรายการขาดทุนจากการลดมูลค่าสินค้า

ขณะที่มีรายได้รวม 9,485 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว ที่มีรายได้รวม 9,746 ล้านบาท ลดลง 261 ล้านบาท ประกอบด้วยรายได้จากการขาย 5,759 ล้านบาท เทียบ กับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว 9,602 ล้านบาท ลดลง 3,843 ล้านบาท หรือ40% โดยเกิดจากราคาขายที่ลดลงซึ่งเป็นไปตามภาวะเศรษฐกิจโลกของราคาเหล็กที่ผันผวน

สำหรับงบการเงินเฉพาะกิจการ บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 สำหรับงวดสามเดือนสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552 กำไรสุทธิ 624 ล้านบาท เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่ แล้ว ที่มีกำไรสุทธิรวม 657 ล้านบาท ลดลง 33 ล้านบาท เป็นผลมาจากราคาขายเฉลี่ยที่ลดลง ซึ่งเกิดจากความผันผวนของราคาเหล็กจากปีก่อน จึงทำให้มีปริมาณการขายที่ลดลงตามไปด้วย

ขณะเดียวกัน GSTEEL ชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเห็นของผู้สอบบัญชี ตามที่ผู้สอบบัญชีมีความเห็นว่าไม่อาจแสดงความเห็นต่องบสอบทานของงบการเงินรวมและงบการเงินเฉพาะของบริษัท ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2552 เนื่องจากสาเหตุที่มีข้อสงสัยในความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่องของบริษัท ความไม่แน่นอนในการเก็บหนี้คงเหลือจากการ ขายเศษเหล็ก ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากความไม่แน่นอนจากภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกตามรายงานของผู้สอบบัญชีความละเอียดทราบแล้วนั้น บริษัทชี้แจงว่า 1. สถานการณ์ของอุตสาหกรรมเหล็กได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดแล้ว และภาพรวมได้ปรับตัวดีขึ้นมากอย่างมีนัยสำคัญ เป็นผลมาจากการผลักดันนโยบายการใช้จ่ายโดยตรงของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ และมีนโยบายที่ชัดเจนในการสนับสนุนอุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศ

ทำให้อุตสาหกรรมเหล็กภายในประเทศปรับตัวดีขึ้นจากเดิมมาก และมีแนวโน้มที่จะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมเหล็ก และอุตสาหกรรมต่อเนื่องได้รับอานิสงค์ต่อการดำเนินกิจการอย่างมีนัยสำคัญ ดังจะเห็นได้จากผลประกอบการของบริษัทฯ ที่ปรับตัวดีขึ้นมากจากไตรมาสที่ผ่านมา

2. บริษัทฯ มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่อง เช่น การหาผู้ร่วมลงทุนใหม่จากต่างประเทศการหาวงเงินสินเชื่อหมุนเวียนจากสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศ การหาเงินกู้เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิมจากสถาบันการเงินในประเทศ การเจรจากับเจ้าหนี้การค้า การเร่งรัดเก็บหนี้จากลูกหนี้ การขายสินค้าโดยการขายเงินสดให้มากขึ้น เป็นต้น

3. สำหรับหนี้ส่วนที่เหลือหลังจากที่จะหักกลบลบหนี้กับการซื้อเครื่องจักรของลูกหนี้ที่ซื้อวัตถุดิบ (เศษเหล็ก) คุณภาพต่ำที่โรงงานใช้ไม่ได้นั้น บริษัทฯ อยู่ระหว่างการเจรจาติดตามหนี้อย่างใกล้ชิด และคาดว่าน่าจะได้รับการชำระหนี้ครบเต็มจำนวน


ที่มา http://www.kaohoon.com/pg.newspaper/first_page_detail.aspx?cid=30251

คำถาม

1. ไตรมาส 2/52 GSTEEL มีกำไรสุทธิเท่าไหร่

2. สำหรับงบการเงินเฉพาะกิจการ บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานไตรมาสที่ 2 เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสเดียวกันปีที่แล้ว มีกำไรสุทธิรวม ลดลงเท่าไหร่

3. บริษัทฯ มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาสภาพคล่องอย่างไร